ค่ำคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งดูเหมือนจะกำลังกลายเป็นงานสบายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับพลิกเป็นฝันร้ายแบบที่แฟน “ปีศาจแดง” แทบตั้งตัวไม่ทัน หลังทีมของ ไมเคิล คาร์ริก ออกนำ ไบรท์ตัน ไปก่อนถึง 2-0 ตั้งแต่ช่วงต้นเกม แต่สุดท้ายกลับโดนทีมเยือนรัวคืนสามประตูรวด พลิกแซงชนะ 3-2 พร้อมเขี่ย แมนฯ ยูไนเต็ด ตกรอบ 3 คาราบาว คัพ แบบสุดเจ็บปวด
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกรอบฟุตบอลถ้วยธรรมดา เพราะมันเกิดขึ้นในเกมที่ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายกุมทุกอย่างไว้ในมือแล้ว และยังเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีที่สโมสรแพ้เกมในโอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังเป็นฝ่ายนำคู่แข่งสองประตู
10 นาทีแรกเหมือนฝัน ก่อนอีก 80 นาทีจะกลายเป็นหนังคนละเรื่อง
แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดเกมได้ร้อนแรงชนิดที่แฟนบอลน่าจะคิดว่า “คืนนี้มีไหล”
ชี เลซีย์ ดาวรุ่งของทีมเปิดฉากทำประตู ก่อนที่ เมสัน เมาท์ จะบวกเพิ่มให้เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0 ตั้งแต่นาทีที่ 10 เกมทั้งหมดดูอยู่ในการควบคุม ยูไนเต็ดเล่นด้วยความมั่นใจ ขณะที่ไบรท์ตันเหมือนยังจับจังหวะของตัวเองไม่เจอ
แต่ฟุตบอลถ้วยมักไม่เปิดโอกาสให้ใครผ่อนเครื่องนานเกินไป
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นก่อนหมดครึ่งแรก เมื่อ ชาราลัมโปส คอสตูลาส ยิงตีไข่แตกให้ไบรท์ตัน ไล่มาเป็น 2-1
ประตูนั้นเปลี่ยนอารมณ์ของเกมทันที
จากทีมที่เหมือนกำลังจะปิดงานง่าย ๆ ยูไนเต็ดกลับต้องลงมาเล่นครึ่งหลังด้วยแรงกดดัน ขณะที่ไบรท์ตันยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ ก่อนที่ ปาสกาล โกรสส์ จะตามตีเสมอ 2-2 ในนาที 65 และเพียงไม่กี่นาทีต่อมา แม็กซิม เดอ คุยเปอร์ ก็จัดการยิงประตูแซง 3-2 ในนาที 69
จากนำสองลูก กลายเป็นตามหลังหนึ่งลูกแบบแทบไม่มีเวลาตั้งหลัก
นี่คือหนึ่งในเกมที่อธิบายคำว่า “ฟุตบอลเปลี่ยนได้ในไม่กี่นาที” ได้ชัดเจนที่สุด

ปัญหาไม่ใช่แค่เสีย 3 ประตู แต่คือยูไนเต็ดหายไปจากเกม
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เพียงการเสียสามประตูรวด แต่คือหลังจากประตู 2-0 ของเมาท์ ทีมแทบไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อเนื่องได้
ข้อมูลจาก Sky Sports ระบุว่า ยูไนเต็ดไม่มีการยิงตรงกรอบอีกเลยหลังขึ้นนำ 2-0 จนกระทั่งถึงนาทีที่ 76 ซึ่งสะท้อนภาพเกมได้ชัดว่าโมเมนตัมทั้งหมดค่อย ๆ ไหลไปอยู่ฝั่งไบรท์ตัน
จากทีมที่ควรใช้ประตูนำสองลูกเป็นฐานในการควบคุมจังหวะ ยูไนเต็ดกลับปล่อยให้คู่แข่งเป็นฝ่ายกำหนดรูปเกม
และนี่อาจเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดที่ ไมเคิล คาร์ริก ต้องกลับไปแก้ไข
เพราะการนำ 2-0 แล้วถูกตีคืนไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดในฟุตบอล แต่การเสียการควบคุมเกมแบบแทบกู่ไม่กลับต่างหากที่น่าเป็นห่วง
คาร์ริกรับเต็ม “ผลงานแบบนี้ยอมรับไม่ได้”
หลังจบเกม ไมเคิล คาร์ริก ไม่ได้พยายามโยนความผิดให้ผู้เล่นหรือหาเหตุผลมาปกป้องตัวเอง
เจ้าตัวออกมารับผิดชอบโดยตรงต่อผลงานช่วงครึ่งหลัง พร้อมยอมรับว่าทีมไม่สามารถยอมรับฟอร์มการเล่นลักษณะนี้ได้ และจำเป็นต้องหาคำตอบให้เร็วที่สุด
เสียงโห่จากแฟนบอลที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดหลังจบเกมจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
เพราะจากสถานการณ์ที่ควรจบด้วยชัยชนะ กลายเป็นการตกรอบต่อหน้ากองเชียร์ของตัวเอง
ความกดดันจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลการแข่งขันหนึ่งนัด แต่เริ่มพุ่งตรงไปที่คาร์ริกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บอร์ดยังหนุนคาร์ริก แต่เกมต่อไปเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าเดิม
แม้บรรยากาศรอบทีมจะเริ่มร้อนขึ้น แต่รายงานล่าสุดระบุว่า ฝ่ายบริหารของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงให้การสนับสนุน ไมเคิล คาร์ริก และยังไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือหลังความพ่ายแพ้ต่อไบรท์ตัน
อย่างไรก็ตาม “ยังได้รับการสนับสนุน” กับ “ไม่มีแรงกดดัน” เป็นคนละเรื่องกัน
ผลงานช่วงต้นฤดูกาลของยูไนเต็ดไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง หลังทีมเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีกได้เพียงหนึ่งนัดจากสี่เกม และปัจจุบันอยู่ในอันดับ 13 ของตาราง ขณะที่รวมทุกรายการฤดูกาลนี้ คาร์ริกมีผลงานชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 3 จากหกเกม
ดังนั้นเกมลีกนัดต่อไปกับฟูแล่มจึงมีน้ำหนักมากกว่า “หนึ่งเกมพรีเมียร์ลีก” ตามปกติ
มันอาจเป็นเกมที่บอกได้ว่า ยูไนเต็ดจะสามารถหยุดโมเมนตัมด้านลบได้หรือไม่
จากฮีโร่ฤดูกาลก่อน สู่เก้าอี้ที่เริ่มร้อน
ภาพของคาร์ริกเมื่อไม่กี่เดือนก่อนแตกต่างจากตอนนี้พอสมควร
ผลงานช่วงเข้ามาคุมทีมเมื่อฤดูกาลก่อนนั้นดีพอจนสโมสรเลือกมอบงานถาวรให้ โดย Sky Sports ระบุว่าเขาชนะถึง 12 จาก 17 นัดในช่วงดังกล่าว คิดเป็นอัตราชนะประมาณ 70.6%
แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ ตัวเลขกลับลดลงอย่างชัดเจน เหลือชัยชนะเพียงสองเกมจากหกนัดแรก
ฟุตบอลระดับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมักไม่ให้เวลาความผิดพลาดนานนัก
และเมื่อทีมต้องตกรอบรายการที่มีโอกาสลุ้นแชมป์ตั้งแต่เดือนกันยายน คำถามเกี่ยวกับอนาคตของกุนซือย่อมเกิดขึ้นทันที
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ปัญหาของยูไนเต็ดอาจไม่สามารถโยนให้กุนซือเพียงคนเดียวได้ทั้งหมด
หลังบ้านก็ต้องตอบคำถาม ไม่ใช่แค่คาร์ริก
มุมที่น่าสนใจของสถานการณ์นี้คือ ถึงแม้โค้ชต้องรับผิดชอบแท็กติกและผลงานในสนาม แต่โครงสร้างทีมและการเสริมทัพก็เริ่มถูกตั้งคำถามเช่นกัน
Sky Sports วิเคราะห์ว่า ยูไนเต็ดทุ่มเงินจำนวนมากไปกับแดนกลางและแนวรุก แต่เกมรับยังมีจุดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องความลึกของขุมกำลังและคุณภาพบางตำแหน่ง
เกมกับไบรท์ตันยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงหนักขึ้น
เมื่อต้องเล่นด้วยคู่เซ็นเตอร์แบ็กอายุน้อยอย่าง เลนี โยโร และ เอเดน เฮเวน ความผิดพลาดในการรับมือเกมสวนกลับและพื้นที่ด้านหลังจึงถูกลงโทษทันที
พูดง่าย ๆ คือ คาร์ริกต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม
แต่บอร์ดบริหารก็ต้องรับผิดชอบต่อทีมที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เขาใช้งานเช่นกัน
ไบรท์ตันต้องได้เครดิต เกมนี้ไม่ใช่แค่ยูไนเต็ดพังเอง
แม้เรื่องราวส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่การล่มของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ไบรท์ตันเองสมควรได้รับเครดิตเต็ม ๆ
การตามหลัง 0-2 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดตั้งแต่ 10 นาทีแรกอาจทำให้หลายทีมถอดใจไปแล้ว
แต่ทีมของ ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ ยังเล่นตามแผน รักษาความกล้าในการบุก และค่อย ๆ กดดันแนวรับเจ้าบ้านจนเกมเปลี่ยน
หลังได้ประตู 2-1 ก่อนจบครึ่งแรก ไบรท์ตันกลับลงสนามครึ่งหลังพร้อมความมั่นใจที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ก่อนจะใช้เวลาเพียงสี่นาทีระหว่างประตู 2-2 และ 3-2 พลิกเกมจากผู้ตามกลายเป็นผู้ชนะ
นี่ไม่ใช่เพียง “แมนยูแจก”
แต่มันคือการคัมแบ็กที่ไบรท์ตันสร้างขึ้นด้วยตัวเองด้วย
ลิเวอร์พูลชนเชลซี รอบ 16 ทีม บิ๊กแมตช์มาเร็วกว่าที่คิด
ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องโบกมือลารายการไปแล้ว ผลจับสลากรอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้ายของคาราบาว คัพ ก็มีคู่ใหญ่รออยู่ทันที
ลิเวอร์พูล จะเปิดแอนฟิลด์รับ เชลซี
ถือเป็นหนึ่งในคู่ที่โดดเด่นที่สุดของรอบ หลังลิเวอร์พูลผ่านท็อตแนมด้วยชัยชนะ 3-1 ส่วนเชลซีผ่านลีดส์ ยูไนเต็ดมาในเกมสุดมัน 6-3
พูดง่าย ๆ คือ รอบ 16 ทีมยังไม่ทันเริ่ม กลิ่นเกมใหญ่ก็มาเต็มแล้ว
ลิเวอร์พูลกับเชลซีต่างมีขุมกำลังที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ และด้วยรูปแบบฟุตบอลถ้วยนัดเดียว เกมนี้แทบไม่มีพื้นที่ให้แก้ตัว
ใครพลาดก่อน อาจจบเส้นทางทันที
บทสรุป คาราบาว คัพ คืนเดียวที่เขย่าโอลด์ แทรฟฟอร์ดทั้งสนาม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรจะออกจากเกมกับไบรท์ตันพร้อมตั๋วรอบ 16 ทีม หลังขึ้นนำ 2-0 ตั้งแต่ช่วง 10 นาทีแรก
แต่สุดท้ายสิ่งที่เหลือกลับเป็นความพ่ายแพ้ 2-3 เสียงโห่ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด และคำถามชุดใหญ่เกี่ยวกับทิศทางของทีม
คาร์ริกยังได้รับแรงสนับสนุนจากผู้บริหารในเวลานี้ แต่ฟุตบอลไม่ได้วัดกันด้วยคำพูดจากห้องประชุม
มันถูกวัดด้วยผลการแข่งขันในสนาม
และจากเกมนี้ สิ่งที่คาร์ริกต้องรีบทำไม่ใช่เพียงเรียกความมั่นใจกลับคืนมา แต่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ทำไมทีมที่สามารถเล่นจนขึ้นนำ 2-0 ได้ภายในสิบนาที ถึงสามารถเปลี่ยนกลายเป็นทีมที่เสียการควบคุมเกมจนแพ้ 2-3 ได้ในคืนเดียว
ส่วนคาราบาว คัพ เดินหน้าต่อโดยไม่มีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขณะที่บิ๊กแมตช์ ลิเวอร์พูล พบ เชลซี กำลังรออยู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย บอลถ้วยอังกฤษยังเหลืออีกยาว แต่สำหรับ “ปีศาจแดง” คืนนี้จบเร็วเกินกว่าที่ใครในโอลด์ แทรฟฟอร์ดจะคาดคิด
ข่าวโดย live สดมาก
อ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball